Thread Content
บทที่ 1 หลักการทั่วไป ข้อ 1 เพื่อเสริมสร้างและกำหนดมาตรฐานในการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของบริษัท รวมถึงเพื่อป้องกันและลดการเกิดอุบัติเหตุจากเพลิงไหม้ จึงได้จัดทำข้อกำหนดนี้ขึ้น โดยอาศัยกฎหมายและข้อบังคับด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ตลอดจน “ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของกลุ่ม XXXX” ประกอบกับสภาพจริงของบริษัท ข้อ 2 เกณฑ์ที่อ้างอิง 1. พระราชบัญญัติความปลอดภัยจากอัคคีภัยแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2009) 2. ข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยจากอัคคีภัยสำหรับหน่วยงาน องค์กร และบริษัทต่างๆ (คำสั่งของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ เลขที่ 61) 3. ข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยจากอัคคีภัยสำหรับหน่วยงานที่มีความเสี่ยงสูงในมณฑลซานตง (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2013) 4. GB50016–2006 มาตรฐานการออกแบบอาคารเพื่อป้องกันอัคคีภัย 5. GB50160–2008 มาตรฐานการออกแบบโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเพื่อป้องกันอัคคีภัย ข้อ 3 หลักการและแนวทางพื้นฐานในการดำเนินงานด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย 1. หลักการพื้นฐาน: ให้ความสำคัญกับการป้องกันเป็นหลัก โดยผสมผสานการป้องกันกับการระงับอัคคีภัยไว้ด้วยกัน 2. หลักการพื้นฐาน: คือหลักการที่มีผู้บริหารของบริษัทเป็นผู้กำกับดูแลโดยรวม แต่ละแผนกมีหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมาย/ข้อบังคับ แต่ละหน่วย/แผนกมีหน้าที่รับผิดชอบอย่างครบถ้วน และพนักงานต้องมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน โดยใช้หลัก “ใครเป็นผู้กำกับดูแล ใครก็ต้องรับผิดชอบ” ในการกำหนดระบบความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในแต่ละระดับ บทที่ 2 โครงสร้างองค์กรและหน้าที่รับผิดชอบ ข้อ 4 โครงสร้างองค์กร 1. บริษัทจะจัดตั้งคณะกรรมการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยขึ้นมา โดยมีผู้จัดการทั่วไปเป็นประธานคณะกรรมการ ส่วนรองประธานคณะกรรมการจะเป็นรองผู้จัดการที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ส่วนสมาชิกของคณะกรรมการจะประกอบด้วยเลขาธิการพรรค รองผู้จัดการ ผู้ช่วย หัวหน้าแผนกต่างๆ เช่น แผนกการเมืองและรัฐบาล สหภาพแรงงาน แผนกวางแผนธุรกิจ แผนกความปลอดภัยของอุปกรณ์ แผนกจัดการการผลิต แผนกการเงิน ศูนย์เทคโนโลยี แผนกรักษาความปลอดภัย และหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ 2. สำนักงานคณะกรรมการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยตั้งอยู่ที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย โดยมีหน้าที่ดูแลการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในชีวิตประจำวัน หัวหน้าสำนักงานจะเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย ข้อ 5 หน้าที่ของคณะกรรมการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย 1. ให้นำงานด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยมาบูรณาการเข้ากับแผนพัฒนาของบริษัท เพื่อให้งานดังกล่าวสอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการเติบโตของบริษัท 2. ควรนำงบประมาณสำหรับการดับเพลิงมาบรรจุไว้ในงบประมาณทางการเงินของบริษัท เพื่อเพิ่มการลงทุน และพัฒนาอุปกรณ์ดับเพลิงให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเปลี่ยนอุปกรณ์ดับเพลิงให้ทันสมัยอยู่เสมอ 3. นำแผนการด้านการป้องกันอัคคีภัยมาบูรณาการเข้ากับแผนการพัฒนาโดยรวมของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าการวางแผนและการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการป้องกันอัคคีภัย อุปกรณ์ดับเพลิง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ จะดำเนินการไปพร้อมกัน 4. นำเรื่องด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยมาบรรจุไว้ในวาระการประชุม เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของบริษัท และแก้ไขปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในด้านนี้โดยเร็ว 5. เสริมสร้างทีมดับเพลิงประจำ โดยจัดหาเจ้าหน้าที่ดับเพลิงประจำให้ครบถ้วน และสร้างระบบการปฏิบัติการร่วมกันในกรณีฉุกเฉิน เพื่อรับประกันความปลอดภัยด้านอัคคีภัย 6. ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของหน่วยงานและแผนกต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล 7. ต้องมีการตัดสินใจอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่หน่วยดับเพลิงของกรมตำรวจแจ้งมา เช่น การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความเสี่ยงจากเหตุเพลิงไหม้ที่ร้ายแรง รวมถึงการจัดการสืบสวนเหตุเพลิงไหม้ด้วย 8. หน้าที่อื่นๆ ตามที่กฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบต่างๆ กำหนดไว้ ข้อ 6 หน้าที่ของหน่วยงานด้านการป้องกันอัคคีภัย หน่วยงานด้านการรักษาความปลอดภัยถือเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในองค์กร โดยมีหน้าที่ในการให้คำแนะนำ ตรวจสอบ และประเมินผลด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยขององค์กร หน่วยงานนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้บริหารที่รับผิดชอบด้านการป้องกันอัคคีภัยของบริษัท ส่วนในด้านการปฏิบัติงานนั้น ก็อยู่ภายใต้การแนะนำของหน่วยงานด้านการป้องกันอัคคีภัยของตำรวจ บทที่ 3 ระบบความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยตามระดับต่างๆ โดยมีการกำหนดให้มีผู้บริหารระดับสูงและพนักงานในแต่ละตำแหน่งเป็นผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของหน่วยงานหรือแผนกนั้นๆ โดยผู้บริหารระดับสูงและพนักงานในแต่ละตำแหน่งถือเป็นผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของหน่วยงานหรือแผนกนั้นๆ ข้อ 7 หน้าที่ของผู้จัดการทั่วไป ผู้จัดการทั่วไปมีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของบริษัท โดยถือเป็นผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของบริษัท ในกรณีที่ผู้จัดการทั่วไปไม่อยู่หรือว่างจากตำแหน่ง ผู้ที่ทำหน้าที่แทนจะเป็นผู้รับผิดชอบแทน 1. ดำเนินการตามพระราชบัญญัติความปลอดภัยจากอัคคีภัยของสาธารณรัฐประชาชนจีน และ “ข้อบังคับว่าด้วยการจัดการความปลอดภัยจากอัคคีภัยสำหรับหน่วยงานราชการ องค์กร และบริษัทต่างๆ” (คำสั่งของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ เลขที่ 61) รวมถึง “ข้อบังคับว่าด้วยการจัดการความปลอดภัยจากอัคคีภัยสำหรับหน่วยงานที่มีความเสี่ยงสูงในมณฑลซานตง” และกฎหมายและข้อบังคับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยจากอัคคีภัยด้วย. รับผิดชอบดูแลเรื่องความปลอดภัยด้านไฟฟ้าในบริษัทอย่างครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย และทราบสถานการณ์ด้านความปลอดภัยในบริษัทอยู่เสมอ 2. จัดการงานด้านป้องกันอัคคีภัยให้สอดคล้องกับกิจกรรมการผลิต การดำเนินธุรกิจ และการบริหารจัดการของบริษัท โดยอนุมัติแผนการดำเนินงานด้านป้องกันอัคคีภัยประจำปี และงบประมาณประจำปี รวมถึงจัดประชุมเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอัคคีภัยของบริษัทเป็นประจำ กำหนดความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในแต่ละระดับการบริหาร อนุมัติการนำระบบความปลอดภัยจากอัคคีภัยมาใช้ รวมถึงขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อรักษาความปลอดภัยจากอัคคีภัยด้วย 3. จัดสรรงบประมาณและการสนับสนุนทางด้านโครงสร้าง เพื่อรองรับความปลอดภัยด้านอัคคีภัยของหน่วยงานนี้ 4. จัดตั้งคณะกรรมการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของบริษัท กำหนดผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในแต่ละระดับ อนุมัติการใช้ระบบความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ระเบียบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย และขั้นตอนการดำเนินการเพื่อรักษาความปลอดภัยจากอัคคีภัย 5. จัดให้มีการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากเพลิง และกำกับให้มีการแก้ไขปัญหาที่อาจก่อให้เกิดอันตรายจากเพลิง รวมถึงรีบจัดการกับปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านอัคคีภัยโดยเร็ว 6. ตามข้อกำหนดของกฎหมายด้านการป้องกันอัคคีภัย จะต้องมีการจัดตั้งหน่วยดับเพลิงประจำ และหน่วยดับเพลิงอาสาสมัครขึ้นมาด้วย 7. จัดทำแผนการดับเพลิงและแผนการอพยพในสถานการณ์ฉุกเฉินที่สอดคล้องกับสภาพของหน่วยงานตนเอง และจัดให้มีการฝึกซ้อมด้วย มาตรา 8 หน้าที่ของรองผู้จัดการที่รับผิดชอบด้านนี้ รองผู้จัดการที่รับผิดชอบด้านนี้เป็นผู้บริหารงานด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของบริษัท โดยมีหน้าที่ช่วยเหลือผู้จัดการในการบริหารงานด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย และมีอำนาจเทียบเท่าผู้จัดการในการบริหารงานด้านนี้ รวมถึงมีหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยโดยตรงด้วย 1. จัดทำแผนงานด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยประจำปี และดำเนินการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในชีวิตประจำวัน 2. จัดทำระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยและขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อรักษาความปลอดภัยด้านอัคคีภัย รวมถึงตรวจสอบและกำกับให้มีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด 3. จัดทำแผนการลงทุนด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย รวมถึงแผนการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานด้วย 4. จัดทำการตรวจสอบเพื่อป้องกันอัคคีภัย และดำเนินการแก้ไขจุดเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ 5. จัดให้มีการดูแลรักษาอุปกรณ์ดับเพลิง อุปกรณ์ช่วยดับไฟ และป้ายเตือนด้านความปลอดภัยภายในหน่วยงาน เพื่อให้อุปกรณ์เหล่านี้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน และเพื่อให้ทางออกฉุกเฉินและทางหนีไฟสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น 6. จัดตั้งหน่วยดับเพลิงประจำและหน่วยดับเพลิงอาสาสมัคร 7. จัดให้มีการให้ความรู้และฝึกอบรมเกี่ยวกับความรู้ด้านการป้องกันอัคคีภัยแก่พนักงาน รวมถึงจัดให้มีการฝึกซ้อมแผนการดับเพลิงและการอพยพในสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย 8. ดำเนินการจัดการกิจกรรมด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยอื่นๆ ตามที่ผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยมอบหมายไว้ ข้อ 9 หน้าที่ของรองผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยี รองผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านไฟฟ้าในบริษัท 1. จัดให้มีการวิจัยด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยจากอัคคีภัย พร้อมนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและวิธีการจัดการแบบสมัยใหม่มาใช้อย่างจริงจัง เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยขององค์กรให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง 2. ตรวจสอบระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย และเสนอความคิดเห็นเพื่อให้ผู้จัดการทั่วไปได้พิจารณา 3. จัดทำแผนการแก้ไขปัญหาอันตรายจากเหตุเพลิงไหม้ร้ายแรง และมีส่วนร่วมในการสืบสวนเหตุเพลิงไหม้ร้ายแรง ข้อ 10 หน้าที่ของผู้บริหารระดับรองผู้จัดการทั่วไปคนอื่นๆ ผู้บริหารระดับรองผู้จัดการทั่วไปคนอื่นๆ มีหน้าที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในส่วนงานที่ตนเองรับผิดชอบ รับฟังรายงานเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานและแผนกที่อยู่ในความรับผิดชอบอย่างสม่ำเสมอ และให้คำแนะนำอย่างทันท่วงทีเพื่อช่วยให้หน่วยงานและแผนกเหล่านั้นสามารถดำเนินงานด้านความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ มาตรา 11 หน้าที่ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของหน่วยรักษาความปลอดภัยทหาร 1. มีหน้าที่ในการให้คำแนะนำและกำกับดูแลการปฏิบัติตามหน้าที่ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย 2. ปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบและรับรองแบบผังด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยสำหรับโครงการก่อสร้าง รวมถึงการยื่นเอกสารขออนุมัติและการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย พร้อมทั้งเสริมสร้างการกำกับดูแลอุปกรณ์และเครื่องมือด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 3. จัดให้มีการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย และดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยโดยเฉพาะ โดยกำกับให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย และสั่งให้แก้ไขจุดเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอัคคีภัยทันที หรือภายในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งมีการประเมินผลตามกฎหมายด้วย 4. จัดให้มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงประจำ และถือว่าการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของแผนกรักษาความปลอดภัย พร้อมทั้งกำหนดระเบียบต่างๆ เกี่ยวกับการดับเพลิงไว้อย่างชัดเจน 5. รับผิดชอบในการดับเพลิงและปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินอื่นๆ 6. ดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้ตามกฎหมาย รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้น และหาผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุเพลิงไหม้นั้น โดยยึดหลัก “ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้จบลงโดยไม่มีการแก้ไข” เมื่อหาสาเหตุได้แล้ว ก็จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหามาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเพลิงไหม้แบบนี้ขึ้นอีก ส่วนผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ ก็จะถูกดำเนินการตามลักษณะ สถานการณ์ และผลที่เกิดขึ้น 7. ดำเนินการสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องอัคคีภัย วิเคราะห์สถานการณ์ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย และเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยให้กับบริษัทอย่างทันท่วงที 8. หน้าที่ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยอื่นๆ ตามที่กฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบต่างๆ กำหนดไว้ มาตรา 12 หน้าที่ของผู้บริหารระดับสูงของแต่ละหน่วยงาน/แผนก ผู้บริหารระดับสูงของแต่ละหน่วยงาน/แผนกมีหน้าที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในหน่วยงานของตนเอง และถือเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในหน่วยงานนั้นๆ ด้วย 1. ปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานที่มีอำนาจเหนือกว่าและของบริษัทอย่างเคร่งครัด โดยนำเรื่องความปลอดภัยมาไว้ในวาระการบริหารจัดการด้านการผลิตด้วย 2. จัดตั้งระบบการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยให้สมบูรณ์ และดำเนินการปฏิบัติตามระบบดังกล่าวพร้อมทั้งบันทึกข้อมูลไว้อย่างเป็นระเบียบ 3. จัดให้มีการฝึกอบรมเรื่องความปลอดภัยจากอัคคีภัยให้กับพนักงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในหมู่พนักงานทุกคน 4. จัดให้มีการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยจากอัคคีภัยเป็นประจำ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ และขจัดความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ไ 5. จัดให้มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอาสาของหน่วยงาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการป้องกันและช่วยเหลือตนเองของหน่วยงานนั้นๆ 6. จัดทำแผนรับมือกับเหตุเพลิงไหม้และแผนอพยพฉุกเฉินสำหรับหน่วยงานของตนเอง ในกรณีเกิดเพลิงไหม้ ให้นำพนักงานไปช่วยดับเพลิง จัดให้มีคนคอยดูแลบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ และช่วยในการสืบสวนสาเหตุของเพลิงไหม้ด้วย มาตรา 13 หน้าที่ของหัวหน้ากลุ่ม/ทีม 1. ต้องปฏิบัติตามระเบียบและข้อกำหนดด้านการป้องกันอัคคีภัยอย่างเคร่งครัด และดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น การตรวจสอบเพื่อป้องกันอัคคีภัยอย่างสม่ำเสมอ 2. ตามสภาพของหน่วยงาน/กลุ่มงานนั้นๆ ให้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันอัคคีภัยแก่พนักงาน ตรวจสอบการปฏิบัติตามหน้าที่ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยและขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยของพนักงาน หากพบจุดเสี่ยงใดๆ ให้รายงานทันทีและดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว 3. หัวหน้ากลุ่ม/หัวหน้างานควรกำหนดหน้าที่ในการผลิตไปพร้อมกับการกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยด้วย โดยต้องมีการกำหนดแนวทางก่อนเริ่มงาน มีการตรวจสอบระหว่างการทำงาน และมีการสรุปผลหลังจากเสร็จสิ้นงาน 4. ดูแลอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการป้องกันอัคคีภัยในหน่วยงาน/กลุ่มของตนเองให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ 5. เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ ให้รีบแจ้งเหตุทันที และจัดให้พนักงานช่วยกันดับไฟ รักษาสถานที่เกิดเหตุไว้ เพื่อช่วยในการหาสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว มาตรา 14 หน้าที่ของพนักงานในแต่ละตำแหน่ง พนักงานแต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในตำแหน่งของตนเอง โดยต้องปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวภายใต้การกำกับดูแลของผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในหน่วยงาน/กลุ่มงานของตนเอง 1. มีความคุ้นเคยกับขั้นตอนการผลิตในตำแหน่งงานนี้ วิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง รวมถึงคุณสมบัติของอุปกรณ์ (สิ่งของ) ต่างๆ ด้วย 2. เข้าร่วมการอบรมเกี่ยวกับความรู้ด้านการป้องกันอัคคีภัยในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใจหลักการป้องกันอัคคีภัยขั้นพื้นฐาน รู้วิธีการแจ้งเหตุ รู้วิธีใช้อุปกรณ์ดับเพลิงขั้นพื้นฐาน และสามารถดับเพลิงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบได้ 3. จัดการอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านดับเพลิงที่อยู่ในความรับผิดชอบให้ดี หากเกิดเหตุไฟไหม้ ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และพยายามดับเพลิงอย่างเต็มที่ มาตรา 15 ข้อกำหนดพื้นฐานในการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย 1. เจ้าหน้าที่ผู้บริหารในทุกระดับต้องปฏิบัติตามหลัก “ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ก็ต้องรับผิดชอบ” โดยถือว่าการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยเป็นส่วนสำคัญของหน้าที่ของตนเอง และต้องดำเนินการตามระบบความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในแต่ละระดับอย่างเคร่งครัด 2. พนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย จะต้องผ่านการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยระดับสาม และการเรียนรู้เกี่ยวกับความรู้ด้านอัคคีภัยด้วย โดยจะต้องผ่านการประเมินก่อน จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระ 3. ต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด โดยห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามเผาไหม้ และห้ามใช้ไฟโดยเด็ดขาด 4. ห้ามนำผ้าใบน้ำมัน ผ้าขาด น้ำมันเสีย และสิ่งของที่ติดไฟได้มากองไว้ในสถานที่ทำงาน นอกจากนี้ยังห้ามใช้ไฟโดยตรงเพื่อให้ความอบอุ่น หรือนำมาอบเสื้อผ้าและอาหารด้วย 5. ห้ามสวมใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้นจากสารไวไฟหรือของเหลวที่ติดไฟได้ เข้าไปในพื้นที่ที่มีการใช้ไฟโดยเด็ดขาด 6. ห้ามใช้น้ำมันเบนซินหรือของเหลวที่ติดไฟได้ง่ายและมีความระเหยสูงมาถูทำความสะอาดอุปกรณ์และสิ่งของต่างๆ เด็ดขาด 7. ห้ามจุดพลุดอกไม้ไฟภายในบริเวณโรงงาน และห้ามเผาวัชพืชหรือขยะโดยเด็ดขาด 8. ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยและการระเบิดที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์การผลิตอย่างเคร่งครัด ห้ามมีการสั่งการหรือปฏิบัติงานโดยไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหน 9. ปฏิบัติตามข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดับเพลิงและความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้ขึ้น บทที่ 4 ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ข้อ 16 ระบบการให้ความรู้และการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย 1. เพื่อเสริมสร้างคุณภาพด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของพนักงาน ให้พวกเขาปฏิบัติตามแนวทาง นโยบาย และข้อกำหนดด้านการจัดการความปลอดภัยจากอัคคีภัย ตลอดจนเพื่อปรับปรุงสถานการณ์ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในระหว่างการปฏิบัติงาน จึงได้กำหนดระบบนี้ขึ้นมา 2. แผนกทรัพยากรบุคคลในฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการศึกษาและฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยจากอัคคีภัยของบริษัท 3. หัวหน้าแผนกวางแผนเป็นผู้รับผิดชอบด้านการให้ความรู้และฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยจากอัคคีภัยของบริษัท ส่วนหัวหน้าหน่วยงานหรือแผนกต่างๆ ก็เป็นผู้รับผิดชอบด้านการให้ความรู้และฝึกอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยจากอัคคีภัยในหน่วยงานหรือแผนกของตนเอง 4. การฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย (1) กลุ่มเป้าหมายของการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยคือ เจ้าหน้าที่และพนักงานทุกคน (2) รูปแบบของการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ได้แก่ หนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร หน้าต่างโฆษณา ป้ายประชาสัมพันธ์ สโลแกน การบรรยาย และการแข่งขันทางความรู้ เป็นต้น ; การประชุมที่เกิดขึ้นในสถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ การวิเคราะห์กรณีศึกษาเพลิงไหม้ที่เป็นตัวอย่าง การให้ความรู้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสาขาที่ม (3) การให้ความรู้ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยจะดำเนินการเดือนละครั้ง โดยจะจัดขึ้นในวันรณรงค์ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย หรือในช่วงกิจกรรมสำคัญต่างๆ 5. การฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย (1) กลุ่มผู้ที่ควรได้รับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ควรรวมถึงเจ้าหน้าที่และพนักงานทุกคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรนั้นด้วย (2) บุคคลต่อไปนี้ควรเข้ารับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยอย่างจริงจัง: ① ผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของหน่วยงาน/แผนกต่างๆ และผู้จัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ②เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยจากอัคคีภัยประจำ/พาร์ทไทม์ ③เจ้าหน้าที่ประจำห้องควบคุมดับเพลิง และผู้ปฏิบัติการ ④เจ้าหน้าที่ในตำแหน่งพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การใช้งาน การเก็บรักษา และการค้าสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อการลุกไหม้หรือระเบิด ⑤บุคคลอื่นๆ ที่ตามข้อกำหนดจะต้องเข้ารับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยด้วยเช่นกัน (3) เจ้าหน้าที่ประจำห้องควบคุมระบบดับเพลิงของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การใช้งาน การเก็บรักษา และการค้าสินค้าที่อาจก่อให้เกิดไฟไหม้หรือระเบิดได้ จะต้องมีใบอนุญาตก่อนจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ (4) การฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยควรประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญดังต่อไปนี้: ① กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอัคคีภัย ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย และขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยจากอัคคีภัย ②ความเสี่ยงจากอัคคีภัยและมาตรการป้องกันอัคคีภัยของหน่วยงาน แผนก และตำแหน่งงานนั้นๆ ③เกี่ยวกับประสิทธิภาพของอุปกรณ์ดับเพลิง และวิธีการใช้อุปกรณ์ดับเพลิง ④ความรู้และทักษะในการแจ้งเหตุ การดับเพลิงในช่วงเริ่มต้น และการช่วยเหลือตนเองเพื่อหลบหนี ⑤ความรู้และทักษะในการจัดระเบียบและนำพาผู้ที่อยู่ในสถานที่นั้นอพยพหนีออกมาอย่างปลอดภัย ⑥เอกสารด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยจากอัคคีภัย รวมถึงนโยบาย วัตถุประสงค์ และตัวชี้วัดด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยด้วย ⑦การฝึกซ้อมแผนรับมือเหตุเพลิงไหม้และการอพยพในสถานการณ์ฉุกเฉิน (5) การฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยสำหรับหน่วยงานและแผนกต่างๆ จะจัดขึ้นเดือนละครั้ง (6) แผนกทรัพยากรบุคคลควรจัดให้มีการส่งพนักงานเข้าร่วมการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานด้านความมั่นคงสาธารณะหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติในการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน 6. การฝึกอบรมด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยควรมีการบันทึกไว้อย่างเหมาะสม โดยให้ผู้รับผิดชอบด้านการฝึกอบรมดังกล่าวเป็นผู้แต่งตั้งบุคคลมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ 7. การประเมินและให้รางวัล/ลงโทษ ให้ดำเนินการตามระบบการประเมินผลและการให้รางวัล/ลงโทษด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย มาตรา 17 ระบบการตรวจสอบและเฝ้าระวังเพื่อป้องกันอัคคีภัย 1. การตรวจสอบและเฝ้าระวังเพื่อป้องกันอัคคีภัยถือเป็นหนึ่งในวิธีการสำคัญในการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาปัญหา อันตราย หรือข้อบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต การดำเนินธุรกิจ และกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างทันท่วงที เพื่อแก้ไขปัจจัยและพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย รวมถึงกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที และลดหรือควบคุมปัจจัยที่ก่อให้เกิดอัคคีภัย รวมถึงอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายและนโยบายด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยได้ 2. การตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากเพลิง ควรดำเนินการโดยผสมผสานระหว่างการตรวจสอบแบบทั่วไปกับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญไว้ด้วยกัน 3. หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการจัดการงานดับเพลิง คือหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบมาตรการป้องกันอัคคีภัยของบริษัท เจ้าหน้าที่ดูแลด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยประจำหน่วยงาน/แผนกต่างๆ ถือเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบและเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัยจากอัคคีภัยในหน่วยงาน/แผนกนั้นๆ ส่วนหัวหน้ากลุ่ม/หัวหน้าทีมก็เป็นผู้รับผิดชอบในการเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัยจากอัคคีภัยในหน้าที่ของตนเอง 4. บริษัทจะดำเนินการตรวจสอบมาตรการป้องกันอัคคีภัยเดือนละครั้ง ส่วนหน่วยงานและแผนกต่างๆ จะดำเนินการตรวจสอบทุกสัปดาห์ ส่วนกลุ่ม/ทีมที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอัคคีภัยจะดำเนินการตรวจสอบทุกวัน สำหรับบริเวณที่มีความเสี่ยงสูง ควรมีการตรวจสอบอย่างน้อยทุกสองชั่วโมงหนึ่งครั้ง พื้นที่ที่มีความสำคัญด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ได้แก่ ห้องควบคุมระบบดับเพลิง ห้องเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (น้ำโฟม น้ำฉีด) ชั้นใต้ดินของเตาถลุง โรงงานผลิตบนเซน ห้องไฟฟ้า ถังเก็บก๊าซ พื้นที่เก็บน้ำมัน และโรงอาหารสำหรับพนักงาน 5. เนื้อหาของการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้: (1) สถานะการแก้ไขปัญหาที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ รวมถึงการดำเนินมาตรการป้องกันต่างๆ (2) ทางออกฉุกเฉิน ป้ายบ่งชี้ทางออก แสงสว่างสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และสภาพของทางออกอย่างปลอดภัย (3) สถานการณ์แหล่งน้ำสำหรับดับเพลิง (4) สถานะการทำงานของอุปกรณ์ดับเพลิง รวมถึงสภาพของอุปกรณ์ดับเพลิงและป้ายเตือนด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ (5) ระดับความรู้ด้านการป้องกันอัคคีภัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งสำคัญ และพนักงานคนอื่นๆ (6) สถานการณ์การจัดการพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย (7) สถานะการปฏิบัติหน้าที่ของห้องควบคุมดับเพลิง และสถานะการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ (8) สถานะการดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยสำหรับกระบวนการผลิตและอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ (9) สถานการณ์การตรวจสอบป้องกันอัคคีภัย (10) สภาพการทำความสะอาดท่อไอเสียในโรงอาหารของพนักงาน (11) เนื้อหาอื่นๆ ที่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากไฟ 6. เนื้อหาของการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากไฟ (1) การใช้ไฟและไฟฟ้ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือไม่ (2) ทางออกฉุกเฉินและทางหนีไฟมีความสะดวกในการใช้งานหรือไม่ ป้ายบอกทางหนีไฟและแสงส่องสว่างฉุกเฉินมีสภาพดีหรือไม่ (3) อุปกรณ์ดับเพลิงและเครื่องมือต่างๆ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่ และป้ายเตือนด้านความปลอดภัยมีอยู่ครบถ้วนหรือไม่ (4) ประตูกันไฟแบบปิดอัตโนมัตินั้นปิดสนิทหรือไม่ และมีสิ่งของวางอยู่ใต้ม่านกันไฟจนเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานหรือไม่ (5) สถานะการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย (6) เมื่อการทำงานที่ต้องใช้ไฟเสร็จสิ้นลง ให้กำจัดเศษไฟและสิ่งของอื่นๆ ที่อาจก่อให้เกิดไฟได้ออกไป รวมถึงตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการจัดการแหล่งกำเนิดความร้อนอย่างเหมาะสมด้วย. (7) สถานะการดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในกระบวนการผลิตที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ (8) สถานการณ์ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยอื่นๆ 7. วิธีการตรวจสอบและเฝ้าระวังเพื่อป้องกันอัคคีภัย: บันทึกการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของบริษัท จะต้องได้รับการยืนยันลายเซ็นจากผู้รับผิดชอบของหน่วยงานที่ถูกตรวจสอบด้วย การตรวจสอบและเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยในหน่วยงานหรือแผนกต่างๆ จำเป็นต้องมีการบันทึกข้อมูลการตรวจสอบและเฝ้าระวังไว้ โดยต้องมีผู้บริหารของหน่วยงานหรือแผนกนั้นลงนามยืนยันด้วย ; บันทึกการตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยของหน่วย/กลุ่ม จะต้องได้รับการลงนามยืนยันโดยผู้ที่ทำการตรวจสอบและหัวหน้าหน่วย/กลุ่มนั้น 8. บันทึกการตรวจสอบและการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันอัคคีภัย จะถูกเก็บรักษาไว้ตามระเบียบที่กำหนดไว้ มาตรา 18 ระบบการจัดการอุปกรณ์สำหรับการอพยพเพื่อความปลอดภัยจากเหตุเพลิงไหม้ 1. เพื่อเสริมสร้างการจัดการอุปกรณ์สำหรับการอพยพเพื่อความปลอดภัย และเพื่อให้มั่นใจว่าทางอพยพจะสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น และอุปกรณ์สำหรับการอพยพมีสภาพดีและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำหนดระบบนี้ขึ้นมา 2. อุปกรณ์สำหรับการอพยพเพื่อความปลอดภัยจะต้องได้รับการจัดเตรียมตามข้อกำหนดของ **กฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานต่างๆ อย่างเคร่งครัด 3. แต่ละหน่วยงานและแต่ละแผนกถือเป็นหน่วยที่มีหน้าที่ดูแลรักษาอุปกรณ์สำหรับการอพยพอย่างปลอดภัยในหน่วยงาน/แผนกของตนเอง ส่วนหน่วยงานด้านการดับเพลิงจะมีหน้าที่กำกับดูแลอุปกรณ์เหล่านี้ 4. การจัดการอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยควรดำเนินการในด้านต่อไปนี้: (1) ห้ามใช้ทางออกฉุกเฉินเป็นที่เก็บสิ่งของ และห้ามวางสิ่งของในบริเวณทางออกฉุกเฉินโดยเด็ดขาด (2) ห้ามติดตั้งสิ่งกีดขวาง เช่น ประตูล็อค บนทางออกฉุกเฉินหรือทางหนีไฟ ซึ่งอาจขัดขวางการอพยพออกจากอาคาร (3) ห้ามอย่างเด็ดขาดในช่วงการผลิตหรือการดำเนินธุรกิจ ที่จะล็อกประตูทางออกฉุกเฉินหรือปิดบังมันไว้ หรือปิดบัง/บดบังป้ายบอกทางอพยพไว้ (4) ต้องมีการทดสอบและตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฉุกเฉินและป้ายบอกทางอพยพเป็นประจำตามข้อกำหนด (5) ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาที่พบในทันที หากการแก้ไขในที่เกิดเหตุเป็นไปไม่ได้ ก็จะมีการออก “หนังสือแจ้งให้แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด” เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์สำหรับการอพยพจะอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้อย่างดี 5. หน่วยงานด้านการจัดการดับเพลิงมีหน้าที่กำกับดูแลอุปกรณ์สำหรับการอพยพอย่างปลอดภัย หากพบปัญหาใดๆ ก็จะแจ้งให้มีการแก้ไขโดยทันที มาตรา 19 ระบบการดูแลรักษาอุปกรณ์ดับเพลิง 1. อุปกรณ์ดับเพลิงต่างๆ จะถูกจัดเตรียมขึ้นโดยหน่วยรักษาความปลอดภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความเสี่ยงในการเกิดเพลิงไหม้ ลักษณะของเพลิงไหม้ และปัจจัยอื่นๆ ของแต่ละหน่วยงาน 2. สถานที่ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงและเครื่องมือด้านความปลอดภัยจะต้องได้รับการกำหนดร่วมกันโดยฝ่ายรักษาความปลอดภัยและแต่ละหน่วยงาน ห้ามย้ายอุปกรณ์เหล่านี้ไปมาโดยพลการ ต้องมีผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ และต้องมีการระบุชื่อผู้รับผิดชอบไว้ที่จุดนั้นด้วย 3. อุปกรณ์ดับเพลิงทั้งหมดจะถูกทาสีแดง เพื่อให้สามารถมองเห็นได้ง่าย 4. อุปกรณ์ดับเพลิงที่ติดตั้งไว้ในแต่ละหน่วยงานนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องดูแลรักษาอุปกรณ์เหล่านั้นให้ดี โดยควรตรวจสอบทุกสัปดาห์ และจดบันทึกไว้อย่างละเอียดด้วย ตรวจสอบว่าตำแหน่งการวางมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ชิ้นส่วนมีความเสียหายหรือไม่ มีอายุการใช้งานที่หมดลงหรือไม่ และตรวจสอบด้วยว่ามีการเปิดผนึกหรือไม่ 5. อุปกรณ์ดับเพลิงที่ถูกนำมาใช้แล้ว หรืออุปกรณ์ที่ฝาปิดถูกเปิดออก หรืออุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งาน ควรนำออกจากสถานที่นั้นโดยเร็ว เพื่อส่งไปให้แผนกรักษาความปลอดภัยซ่อมแซมและเติมสารดับเพลิงใหม่ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ในสถานที่นั้น และไม่ควรเก็บรวมกับอุปกรณ์ดับเพลิงที่ยังใช้งานได้อยู่ 6. ห้ามวางอุปกรณ์ดับเพลิงไว้ในบริเวณที่มีความชื้นสูง หรือในที่ที่โดนลมและฝน ควรรักษาอุปกรณ์เหล่านี้ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่มีฝุ่นหรือสนิม และต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา 7. ระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยแบบอัตโนมัติ ปั๊มดับเพลิง (ชนิดฟองน้ำ หรือชนิดสปริงเกอร์) ก๊อกน้ำดับเพลิง รวมถึงท่อส่งน้ำดับเพลิงและวาล์วต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างดี โดยหน่วยงานที่เป็นเจ้าของจะเป็นผู้ดูแลรักษาสิ่งเหล่านี้ ; อุปกรณ์ดับเพลิงห้ามหยุดใช้งานโดยพลการ หากจำเป็นต้องหยุดใช้งานอุปกรณ์ดับเพลิงเพื่อการซ่อมแซมจริงๆ จะต้องกรอกแบบฟอร์ม “คำขอหยุดใช้งานอุปกรณ์ดับเพลิง” (ดูไฟล์แนบ) และต้องได้รับการลงนามจากผู้จัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยหรือผู้ที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยก่อน จึงจะสามารถหยุดใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวได้ แบบฟอร์มดังกล่าวต้องส่งไปยังแผนกรักษาความปลอดภัยเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน มิฉะนั้นจะมีการลงโทษตามกฎหมาย 8. ทุกคนควรดูแลอุปกรณ์และเครื่องมือดับเพลิงให้ดี อุปกรณ์ดับเพลิงและเครื่องมือต่างๆ ควรถูกใช้เฉพาะสำหรับการดับเพลิงเท่านั้น ห้ามมีการทำลายหรือนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นโดยเจตนา หากเกิดการสูญหาย ความเสียหาย หรือการนำไปใช้ในทางที่ผิด เนื่องจากการบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสม นอกจากจะมีการลงโทษตามข้อกำหนดแล้ว ผู้ที่เป็นสาเหตุให้เกิดความเสียหายนั้นยังต้องรับผิดชอบชดใช้ความเสียหายดังกล่าวด้วย ผู้ใดทำลายอุปกรณ์และเครื่องมือดับเพลิง จะต้องได้รับการลงโทษตามระเบียบการจัดการด้านความมั่นคงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 20 ระบบการปฏิบัติหน้าที่ในห้องควบคุมดับเพลิง 1. เพื่อเสริมสร้างการจัดการห้องควบคุมดับเพลิงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงได้กำหนดระบบนี้ขึ้นมา 2. ห้องควบคุมระบบดับเพลิงอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานที่เป็นเจ้าของสถานที่นั้น 3. ห้องควบคุมระบบดับเพลิงควรมีเจ้าหน้าที่ประจำการและผู้ควบคุมระบบโดยเฉพาะ โดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด โดยแต่ละกะควรมีเจ้าหน้าที่ไม่น้อยกว่า 2 คน 4. เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในห้องควบคุมระบบดับเพลิง จะต้องผ่านการฝึกอบรมด้านเทคนิคความปลอดภัยจากอัคคีภัยก่อน และต้องสอบผ่านก่อนจึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีความเชี่ยวชาญในหลักการทำงานของอุปกรณ์ดับเพลิงในองค์กร ขั้นตอนการใช้งาน และวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ด้วย บุคคลที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตให้ปฏิบัติงาน ห้ามเข้าไปดำเนินการควบคุมและบำรุงรักษาอุปกรณ์ดับเพลิงอัตโนมัติโดยเด็ดขาด 5. เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในห้องควบคุมดับเพลิงควรได้รับการฝึกอบรมซ้ำอย่างสม่ำเสมอ และควรมีผู้ปฏิบัติงานที่คงที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานมีความต่อเนื่องและมีความชำนาญมากขึ้น 6. เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในห้องควบคุมระบบดับเพลิงจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด คอยติดตามสถานะการทำงานของอุปกรณ์ดับเพลิงและปั๊มน้ำอย่างใกล้ชิด หากพบปัญหาใดๆ ก็ต้องรีบแก้ไขทันที เพื่อให้ระบบสัญญาณเตือนภัยและปั๊มน้ำดับเพลิงสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกด้าน และมีประสิทธิภาพสูงสุด ในช่วงเวลาปฏิบัติหน้าที่ ห้ามออกจากตำแหน่ง ห้ามนอนหลับ ห้ามดื่มสุรา ห้ามพูดคุยกัน และห้ามโทรศัพท์ส่วนตัวโดยเด็ดขาด ห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในห้องควบคุมดับเพลิงโดยเด็ดขาด 7. ห้ามปิดระบบดับเพลิงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากหน่วยงานดับเพลิงของตำรวจ 8. เมื่อระบบเกิดความขัดข้อง ให้รีบติดต่อหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อให้มาซ่อมแซม และรายงานให้แผนกจัดการด้านป้องกันอัคคีภัยของบริษัททราบด้วย 9. เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ในห้องควบคุมดับเพลิงควรบันทึกข้อมูลการปฏิบัติหน้าที่ไว้อย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้สามารถรับทราบข้อมูลต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที และสามารถช่วยเหลือผู้บริหารในการวางแผนการป้องกันและดับเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 10. เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ ควรเริ่มใช้ขั้นตอนการจัดการเหตุไฟไหม้ในห้องควบคุมดับเพลิงโดยทันที 11. ตามความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ด้านดับเพลิง ให้ปฏิบัติตามงานอื่นๆ ที่ผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานดับเพลิงของตำรวจมอบหมาย รวมถึงยินดีให้หน่วยงานดับเพลิงของตำรวจเข้ามาตรวจสอบด้วย. มาตรา 21 ระบบการจัดการด้านความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้า 1. เพื่อให้การจัดการด้านความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้าภายในหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำหนดระบบนี้ขึ้นมา 2. การจัดการด้านความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้าเป็นหน้าที่ของแผนกเครื่องกลไฟฟ้า ส่วนการออกแบบ การก่อสร้าง การตรวจสอบ การรับรอง และการบำรุงรักษาสายไฟฟ้าทั้งหมดในบริษัท ก็จะดำเนินการโดยแผนกเครื่องกลไฟฟ้าเช่นกัน โครงการใช้ไฟฟ้าที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากแผนกเครื่องกลไฟฟ้า จะต้องได้รับการตรวจสอบและยืนยันอีกครั้งโดยแผนกดังกล่าวก่อน จึงจะสามารถนำมาใช้งานได้ มิฉะนั้น ควรรื้อถอนโดยไม่มีเงื่อนไข 3. สายส่งไฟฟ้าทั้งหมดจะต้องได้รับการก่อสร้างโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญในแผนกเครื่องกลโดยตรง ห้ามไม่ให้หน่วยงานหรือแผนกใดๆ เชื่อมต่อสายไฟด้วยตนเองโดยเด็ดขาด สำหรับระบบไฟฟ้าภายในอาคารที่เป็นส่วนของโครงการก่อสร้างใหม่ จะมีหน่วยงานด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นผู้จัดการดำเนินการก่อสร้างโดยรวม โครงการขยายกำลังไฟฟ้าที่มีกำลังมากกว่า 1 กิโลวัตต์ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากแผนกเครื่องกลไฟฟ้าก่อน จึงจะสามารถมอบหมายให้ช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตมาดำเนินการได้ บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตวิศวกรไฟฟ้า ห้ามติดตั้งระบบสายไฟโดยเด็ดขาด 4. ในการออกแบบสายไฟฟ้า จำเป็นต้องคำนึงถึงความต้องการในอนาคตด้วย เพื่อให้วงจรมีความยืดหยุ่นเพียงพอ ในระหว่างการก่อสร้าง จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด สำหรับสายไฟที่มีอายุการใช้งานมานาน หรือมีภาระการใช้งานมากเกินไป จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายอย่างมีแผนทีละขั้นตอน หากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในทันที จำเป็นต้องดำเนินมาตรการป้องกันพิเศษภายใต้เงื่อนไขความปลอดภัย มิฉะนั้นจะต้องหยุดการใช้งานไว้ก่อน 5. สายไฟจะต้องมีอุปกรณ์ป้องกันที่น่าเชื่อถือ และต้องใช้อุปกรณ์ป้องกันดังกล่าวอย่างถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยขณะใช้ไฟฟ้า ห้ามใช้สายทองแดงและสายโลหะชนิดอื่นที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานนี้เป็นฟิวส์. โครงการใหม่จะต้องติดตั้งระบบสัญญาณเตือนการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้าและอัคคีภัยจากอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วย 6. หน่วยงานและแผนกต่างๆ ที่ต้องการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูง จะต้องได้รับอนุญาตจากฝ่ายเครื่องกลก่อน หากมีการติดตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต อุปกรณ์ดังกล่าวจะถูกยึดไป ในบริเวณที่ความจุของสายไฟไม่เพียงพอสำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานสูง ห้ามติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวโดยเด็ดขาด 7. บุคคลที่ทำหน้าที่ติดตั้งวงจรไฟฟ้า หรือควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด จะต้องผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทาง และต้องสอบผ่านก่อน จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ การสัมผัสกับแหล่งจ่ายไฟจะต้องมีมาตรการป้องกันการลัดวงจรที่น่าเชื่อถือ และต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามข้อกำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจากไฟฟ้าช็อต 8. สถานที่ใดก็ตามที่มีการใช้ไฟฟ้า จะต้องปฏิบัติตามกฎ “ปิดไฟเมื่อไม่มีคนอยู่” โดยเมื่อไม่มีใครอยู่ในสถานที่นั้น หรือเมื่อไม่มีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอีกต่อไป ก็จำเป็นต้องปิดสวิตช์ไฟหลักด้วย. อุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง จำเป็นต้องมีผู้คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ด้านความปลอดภัยของการใช้ไฟฟ้าอยู่เสมอ 9. ในบริเวณที่มีแรงดันไฟฟ้าสูง หรือบริเวณที่สายไฟโผล่ออกมา ห้องเครื่องจักรหรือหน่วยงานที่ดูแลระบบไฟฟ้าควรติดป้ายเตือนภัยที่เห็นได้ชัดเจน และควรมีมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจากไฟฟ้าช็อต สำหรับการติดตั้งแหล่งจ่ายไฟกลางแจ้ง จำเป็นต้องทำความสะอาดวัชพืชและต้นไม้ในบริเวณโดยรอบเป็นประจำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น 10. ขณะใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า หากเกิดปัญหาผิดปกติ เช่น มีประกายไฟ มีกลิ่นแปลก มีความร้อนสูง หรือมีเสียงผิดปกติ จำเป็นต้องหยุดการใช้งานทันที ปิดสวิตช์ไฟ และรีบนำไปให้ช่างไฟฟ้าตรวจสอบและซ่อมแซม ก่อนที่จะสามารถใช้งานต่อได้อีกครั้ง ต้องมั่นใจว่าเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยก่อน. 11. การใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเป็นประจำ โดยแผนกเครื่องจักรและไฟฟ้าควรร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบปีละ 1–2 ครั้ง ส่วนแต่ละหน่วยงานควรมีการตรวจสอบเดือนละครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ทันที 12. หน่วยงาน แผนก และบุคคลทุกคนจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด ห้ามต่อสายไฟโดยไม่ได้รับอนุญาต ห้ามใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในลักษณะที่ผิดกฎหมายหรือข้อบังคับ และห้ามใช้สายไฟในลักษณะที่มีโหลดเกินขีดจำกัด สำหรับหน่วยงานและบุคคลที่ใช้ไฟฟ้าอย่างผิดกฎหมาย พนักงานทุกคนมีหน้าที่ต้องรายงานและเฝ้าระวังพฤติกรรมดังกล่าว 13. หากฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าว จะมีการลงโทษตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากความร้ายแรงของการกระทำ ; หากมีการฝ่าฝืนข้อกำหนดจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและร่างกาย รวมถึงความเสียหายต่ออุปกรณ์และทรัพย์สิน จะมีการลงโทษด้วยการเรียกเก็บค่าปรับ การชดใช้ค่าเสียหาย หรือการลงโทษทางปกครอง ตามความรุนแรงของเหตุการณ์และขอบเขตของความเสียหาย จนกระทั่งส่งตัวผู้กระทำผิดให้หน่วยงานตำรวจเพื่อดำเนินคดีทางอาญาต่อไป มาตรา 22 ระบบการจัดการความปลอดภัยในการทำงานที่มีการใช้ไฟ เพื่อเสริมสร้างการจัดการงานที่มีการใช้ไฟภายในองค์กร ป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ และรักษาความปลอดภัยของชีวิตพนักงานและทรัพย์สินขององค์กร จึงได้กำหนดระบบนี้ขึ้นมา 1. การทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ ควรยึดหลัก “ยอมหยุดการผลิตเพื่อรักษาความปลอดภัย” และต้องปฏิบัติตามระบบการอนุมัติการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ใน 3 ระดับอย่างเคร่งครัด 2. ขอบเขตการจัดการงานที่มีการใช้ไฟ การดำเนินงานหรือการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้หรือการระเบิด ล้วนถือเป็นกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมด้านการทำงานกับไฟ ได้แก่ (1) กิจกรรมการเชื่อมและการตัดต่างๆ (2) การเผา การย่าง การอบท่อ และกิจกรรมอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดประกายไฟ (3) ใช้เครื่องมือไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่มีคุณสมบัติป้องกันการระเบิด 3. การจัดการงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟนั้น จะต้องมีระบบการอนุญาตก่อนการดำเนินการ โดยงานใดก็ตามที่อยู่ในขอบเขตการจัดการดังกล่าว จะต้องมีใบอนุญาตก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้ 4. การจำแนกระดับของการทำงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจา ตามระดับความเสี่ยงของบริเวณที่จะมีการเผาไหม้ การเผาไหม้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับหนึ่ง ระดับสอง และระดับสาม (รายละเอียดการแบ่งระดับนั้น จะถูกกำหนดโดยแผนกความปลอดภัยของอุปกรณ์) 5. การอนุมัติงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟ (1) การอนุมัติงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟในระดับหนึ่ง การเผาไหม้ในระดับหนึ่ง จะต้องมีการยื่นคำขอล่วงหน้าโดยแผนกที่รับผิดชอบเรื่องการเผาไหม้ และส่งเรื่องไปยังแผนกความปลอดภัยด้านอุปกรณ์ของบริษัท หลังจากที่แผนกความปลอดภัยของอุปกรณ์เข้าไปตรวจสอบในพื้นที่แล้ว จะมีการจัดทำแผนการที่มีประสิทธิภาพขึ้นมา และจะสามารถดำเนินการเผาไหม้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับการลงนามจากผู้จัดการด้านความปลอดภัยด้านอัคคีภัยของบริษัทเท่านั้น (2) การอนุมัติงานที่มีความเสี่ยงในระดับสอง การเผาไหม้ในระดับสองนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการเผาไหม้จะเป็นผู้จัดทำแผนการดำเนินการเอง หลังจากดำเนินมาตรการต่างๆ แล้ว จึงจะสามารถเริ่มการเผาไหม้ได้ โดยต้องมีการตรวจสอบและลงนามยืนยันจากหน่วยงานความปลอดภัยของอุปกรณ์ก่อน (3) การอนุมัติการปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงสูงระดับ 3 การเผาไหม้ในระดับสาม จะต้องมีหัวหน้าแผนกที่รับผิดชอบด้านการเผาไหม้เป็นผู้ลงพื้นที่ตรวจสอบและลงนามอนุมัติก่อนที่จะดำเนินการ (4) การอนุมัติให้ดำเนินการที่มีความเสี่ยงจากการเกิดไฟ จะดำเนินการผ่าน “ใบอนุญาตการดำเนินการที่มีความเสี่ยงจากการเกิดไฟ” (5) “ใบอนุญาตการทำงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากการเกิดไฟ” เป็นเอกสารยืนยันและเป็นหลักฐานสำหรับการทำงานในพื้นที่ดังกล่าว ห้ามมีการแก้ไขหรือให้ผู้อื่นลงนามแทนโดยเด็ดขาด. (6) ใบอนุญาตการทำงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากการเกิดไฟ มีทั้งหมดสองฉบับ โดยฉบับหนึ่งเป็นหลักฐานการอนุมัติ ซึ่งอยู่กับหน่วยงานที่อนุมัติ ส่วนอีกฉบับหนึ่งเป็นของหน่วยงานที่จะดำเนินการทำงานนั้น 6. ในกรณีที่กลุ่มงานก่อสร้างจากภายนอกมาดำเนินการเผาไหม้ภายในพื้นที่ที่บริษัทฯ เป็นผู้ดูแล หน่วยงานหรือแผนกที่เป็นเจ้าของโครงการจะต้องยื่นขอ “ใบอนุญาตการเผาไหม้” ตามอำนาจในการอนุมัติตามระดับความเสี่ยงของการเผาไหม้นั้นๆ หากมีการฝ่าฝืน จะดำเนินการลงโทษตามข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง 7. หน่วยงานที่ดูแลเรื่องการป้องกันอัคคีภัย พนักงานดับเพลิงประจำ/ชั่วคราว ผู้จัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย และผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย มีสิทธิ์ตรวจสอบสถานการณ์การทำงานที่อาจก่อให้เกิดไฟได้ตลอดเวลา หากพบว่ามีการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์การทำงานที่อาจก่อให้เกิดไฟ หรือการทำงานนั้นมีความเสี่ยง ก็สามารถเรียกคืนใบอนุญาตการทำงานที่อาจก่อให้เกิดไฟได้ทันที และสั่งให้หยุดการทำงานนั้น พร้อมทั้งลงโทษตามข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง 8. ผู้ที่ทำงานในพื้นที่ที่มีการจุดไฟ และผู้ควบคุมการจุดไฟ ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงานที่กำหนดไว้ 9. “ใบอนุญาตการทำงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากไฟ” จะถูกเก็บรักษาไว้โดยแผนกความปลอดภัยของอุปกรณ์ โดยมีระยะเวลาการเก็บรักษาไว้ที่ 2 ปี 10. ระเบียบนี้อยู่ภายใต้การอธิบายของหน่วยงานที่ดูแลด้านการป้องกันอัคคีภัย สำหรับกรณีที่ไม่ได้ระบุไว้ ให้ปฏิบัติตาม **กฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง** มาตรา 23 ระบบการแก้ไขปัญหาที่อาจก่อให้เกิดอัคคีภัย 1. เพื่อให้สามารถตรวจพบและแก้ไขปัญหาที่อาจก่อให้เกิดอัคคีภัยได้อย่างทันท่วงที และป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุอัคคีภัยขึ้น จึงได้กำหนดระบบนี้ขึ้นมา 2. การตรวจสอบความเสี่ยงด้านอัคคีภัยเป็นหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน แต่ละแผนก และหน่วยงานด้านการดับเพลิง 3. สถานการณ์ต่อไปนี้ล้วนถือเป็นจุดเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้: (1) บริเวณที่ผ่านการประเมินความเสี่ยงด้านเพลิงไหม้แล้ว แต่ยังไม่มีมาตรการควบคุมและป้องกันที่เพียงพอ ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น เพลิงไหม้ หรือทำให้ไฟลุกลามได้ (2) การกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับด้านการป้องกันอัคคีภัย ซึ่งถูกค้นพบในระหว่างการตรวจสอบเพื่อป้องกันอัคคีภัย (3) การกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับด้านการป้องกันอัคคีภัย ตามที่ระบุไว้ในเอกสารทางกฎหมายด้านการป้องกันอัคคีภัยที่ออกโดยหน่วยงานด้านการป้องกันอัคคีภัยของตำรวจ 4. สำหรับปัญหาด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ที่สามารถแก้ไขได้ทันที หน่วยงานตรวจสอบจะแจ้งให้หน่วยงาน แผนก และพนักงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขโดยตรง ได้แก่: (1) การใช้หรือเก็บรักษาสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้หรือระเบิดได้อย่างผิดกฎหมาย (2) การใช้ของเหลวหรือก๊าซที่สามารถติดไฟได้ประเภท A และ B เป็นเชื้อเพลิง หรือการใช้ไฟเพื่อให้ความอบอุ่น โดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (3) ผู้ที่สูบบุหรี่โดยไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ หรือทิ้งก้นบุหรี่ ไม้ขีดไฟ (หรืออุปกรณ์จุดไฟ) ไว้โดยไม่เหมาะสม (4) การใช้ไฟโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการทำงานเกี่ยวกับการเชื่อมด้วยไฟฟ้า/ก๊าซ (5) ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ อย่างปลอดภัย โดยกระทำการผิดกฎหมาย. (6) การล็อกประตูทางออกฉุกเฉินและทางหนีไฟ การปิดกั้นหรือใช้พื้นที่เหล่านั้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการอพยพหนีภัย (7) อุปกรณ์ดับเพลิงและเครื่องมือดับไฟถูกบัง ได้รับความเสียหาย หรือถูกนำไปใช้ในทางอื่น (8) ประตูกันไฟแบบปิดอัตโนมัติที่ปิดไม่สนิท (9) เจ้าหน้าที่ประจำห้องควบคุมดับเพลิงและตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ (10) การปิดอุปกรณ์ดับเพลิงหรือตัดแหล่งจ่ายไฟสำหรับอุปกรณ์ดับเพลิงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (11) การวางสิ่งของไว้ใต้ม่านกันไฟ จะส่งผลให้ม่านกันไฟทำงานได้ไม่ปกติ (12) มีการใช้ไฟฟ้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เช่น การต่อสายไฟอย่างผิดวิธี ซึ่งอาจก่อให้เกิดไฟไหม้ได้ (13) พฤติกรรมอื่นๆ ที่สามารถแก้ไขได้ทันที 5. สำหรับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที หน่วยงานด้านความปลอดภัยจะออก “หนังสือสั่งให้แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด” เพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรดังกล่าวดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว และจัดทำแผนการแก้ไข รวมถึงมาตรการเพื่อรับประกันความปลอดภัย เพื่อดำเนินการแก้ไขโดยเร็วที่สุด 6. หน่วยงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ ถือเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาดังกล่าว ในช่วงที่มีการแก้ไขปัญหา จำเป็นต้องเสริมมาตรการป้องกันต่างๆ เช่น การตรวจสอบและดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดอันตรายจากเพลิงไหม้ในช่วงนั้น 7. เนื่องจากอุปกรณ์ดับเพลิงและเครื่องมือต่างๆ ได้รับความเสียหาย หน่วยงานหรือแผนกที่เกี่ยวข้องควรจัดทำ “แผนการสั่งซื้อวัสดุ” โดยเร่งด่วน เพื่อให้ผู้บริหารของบริษัทพิจารณา หลังจากได้รับการอนุมัติแล้ว ก็ให้ส่งไปยังแผนกจัดซื้อวัสดุ เพื่อให้แผนกดังกล่าวสามารถสั่งซื้อวัสดุได้ทันที ซึ่งจะช่วยเร่งกระบวนการแก้ไขปัญหา และรักษาความปลอดภัยได้ 8. เมื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาเสร็จสิ้นแล้ว หน่วยงานที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาด้านความเสี่ยงจากเพลิงไหม้ควรจัดทำรายงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวส่งให้หน่วยงานด้านการควบคุมอัคคีภัย เมื่อได้รับรายงานดังกล่าว หรือเมื่อครบกำหนดเวลาในการแก้ไขปัญหา หน่วยงานด้านการควบคุมอัคคีภัยควรตรวจสอบคำสั่งให้แก้ไขปัญหาอีกครั้ง และออกหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา หากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็จะมีการลงโทษตามกฎหมาย มาตรา 24 ระบบการฝึกซ้อมแผนการดับเพลิงและการอพยพในสถานการณ์ฉุกเฉิน 1. เพื่อให้การจัดทำและการฝึกซ้อมแผนการดับเพลิงและการอพยพในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นไปอย่างมีระเบียบ จึงได้กำหนดระบบนี้ขึ้นมา 2. การจัดทำและฝึกซ้อมแผนรับมือเหตุเพลิงไหม้และการอพยพฉุกเฉินนั้น จะดำเนินการโดยคณะกรรมการด้านความปลอดภัยจากเหตุเพลิงไหม้ของบริษัท ส่วนหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือหน่วยงานด้านการจัดการเหตุเพลิงไหม้ การจัดทำและฝึกซ้อมแผนรับมือเหตุเพลิงไหม้และการอพยพฉุกเฉินของหน่วยงาน/แผนกต่างๆ นั้น จะดำเนินการโดยคณะทำงานด้านการป้องกันอัคคีภัยของหน่วยงาน/แผนกนั้นๆ โดยมีผู้บริหารของหน่วยงาน/แผนกเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง 3. การจัดทำและปรับปรุงแผนฉุกเฉิน: (1) หน่วยงานด้านการดับเพลิงและหน่วยงาน/แผนกที่เกี่ยวข้องต่างๆ มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำและปรับปรุงแผนการดับเพลิงและแผนการอพยพในกรณีฉุกเฉิน ทั้งในระดับบริษัท และในระดับหน่วยงาน/แผนกของตนเอง (2) แผนการดับเพลิงและการอพยพในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น จะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย และหัวหน้าหน่วยงาน/แผนกต่างๆ แยกกัน (3) แผนรองรับของบริษัทจะมีการปรับปรุงทุกปี ส่วนแผนรองรับของแต่ละหน่วย/แผนกจะมีการปรับปรุงทุกๆ หกเดือน 4. เนื้อหาของแผนฉุกเฉิน: (1) โครงสร้างองค์กร: ประกอบด้วยหน่วยบัญชาการ หน่วยปฏิบัติการดับเพลิง หน่วยการสื่อสาร และหน่วยนำทางในการอพยพ เป็นต้น (2) หน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละกลุ่ม: แต่ละกลุ่มจะกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของสมาชิกในกลุ่มทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับแผนฉุกเฉิน ตามองค์ประกอบของสมาชิกในกลุ่มนั้นๆ (3) กลุ่มเป้าหมายของแผนฉุกเฉิน: สมมติว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ เป็นต้น (4) ขั้นตอนการจัดการ: รวมถึงการแจ้งเหตุ การอพยพผู้คน และการดับเพลิง เป็นต้น 5. การฝึกซ้อมแผนรับมือ (1) แผนรับมือในระดับบริษัทจะมีการฝึกซ้อมทุกๆ หกเดือนครั้ง แผนรับมือในระดับหน่วยงาน/แผนก ควรมีการฝึกซ้อมทุกไตรมาส ส่วนหน่วยงานที่มีความสำคัญ ควรมีการฝึกซ้อมทุกเดือน (2) การฝึกซ้อมควรมีการแจ้งให้หน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบล่วงหน้าโดยผู้จัดงาน (3) บุคคลในทุกระดับและทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับแผนฉุกเฉิน จำเป็นต้องท่องจำแผนฉุกเฉินนี้ให้ขึ้นใจ และปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ ในการฝึกซ้อม โดยต้องมาถึงจุดที่กำหนดไว้ภายในเวลาที่กำหนด (4) สถานที่ฝึกซ้อมต้องมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ก่อนการฝึกซ้อม จะต้องมีป้ายบ่งชี้ตำแหน่งสถานที่ฝึกซ้อมให้เห็นได้อย่างชัดเจน 6. บันทึกการฝึกซ้อมในระดับบริษัทจะอยู่ในความรับผิดชอบของแผนกจัดการด้านความปลอดภัยจากเหตุเพลิงไหม้ บันทึกการฝึกซ้อมในหน่วยงาน แผนก หรือพื้นที่สำคัญต่างๆ จะต้องได้รับการจัดทำโดยหัวหน้าหน่วยงาน แผนก หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมาย ก่อนนำไปรายงานต่อหน่วยงานที่ดูแลด้านการป้องกันอัคคีภัย มาตรา 25 ระบบการจัดการหน่วยดับเพลิงประจำและหน่วยดับเพลิงอาสาสมัคร 1. หน่วยดับเพลิงประจำประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากฝ่ายรักษาความปลอดภัยเป็นหลัก ส่วนหน่วยดับเพลิงอาสาสมัครประกอบด้วยผู้บริหารและพนักงานจากแต่ละหน่วยงาน โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการดับเพลิงเป็นผู้ดูแลรวมทั้งหมด 2. หน่วยงานด้านการควบคุมอัคคีภัยจะจัดให้มีการฝึกอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงประจำและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงชั่วคราวทุกๆ หกเดือน ส่วนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอาสาสมัครนั้น จะมีการฝึกอบรมทุกปี 3. หน่วยงานด้านการจัดการดับเพลิงจะจัดให้มีการฝึกซ้อมการดับเพลิงและการอพยพผู้คนขึ้นทุกๆ หกเดือน โดยมีทั้งเจ้าหน้าที่ประจำและเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมาร่วมฝึกด้วย ซึ่งสามารถจัดฝึกซ้อมพร้อมกับแผนการดับเพลิงและการอพยพของบริษัทได้เช่นกัน 4. เจ้าหน้าที่ดับเพลิงประจำและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงชั่วคราวต้องปฏิบัติตามคำสั่งและการกำกับดูแลของหน่วยงานด้านการดับเพลิง โดยแต่ละคนต้องทำหน้าที่ของตนเองตามที่ได้รับมอบหมาย 5. ปรับเปลี่ยนและเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงประจำ/พาร์ทไทม์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอาสาสมัครให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของจำนวนบุคลากร 6. การฝึกอบรมสำหรับทีมดับเพลิงประจำหรือชั่วคราว หรือทีมดับเพลิงอาสาสมัครนั้น ประกอบด้วยเนื้อหาดังต่อไปนี้: (1) ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการป้องกันและดับเพลิง รวมถึงคุณสมบัติและขอบเขตการใช้งานของอุปกรณ์ดับเพลิงต่างๆ (2) วิธีการใช้งานและการปฏิบัติงานกับอุปกรณ์ดับเพลิงต่างๆ (3) วิธีดับเพลิง การจัดการอพยพผู้คน และวิธีการหลบหนี (4) ความรู้และข้อกำหนดในการปกป้องสถานที่เกิดเพลิงไหม้ มาตรา 26 ระบบการตรวจสอบและจัดการอุปกรณ์ไฟฟ้าและก๊าซ (รวมถึงการป้องกันฟ้าผ่าและป้องกันประจุสถิต) 1. มีการกำหนดระบบนี้ขึ้นเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการจัดการอุปกรณ์ไฟฟ้าและก๊าซ 2. แต่ละหน่วยงานและแต่ละแผนกมีหน้าที่ดูแลรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าและก๊าซในหน่วยงานของตนเอง รวมถึงต้องตรวจสอบอุปกรณ์เหล่านั้นเพื่อป้องกันอัคคีภัยด้วย. 3. พนักงานที่ดูแลรักษาระบบก๊าซและไฟฟ้าควรมีความรู้ด้านความปลอดภัยของก๊าซและไฟฟ้าอย่างเพียงพอ และต้องมีทักษะในการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยตามหน้าที่ของตนเองด้วย 4. การตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้ามีเนื้อหาหลักดังนี้: (1) สภาพการใช้งานของอุปกรณ์ ว่ามีความผิดปกติใดๆ หรือไม่ (2) ฟิวส์มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือไม่ และมีการใช้ลวดทองแดงหรือลวดอลูมิเนียมมาแทนหรือไม่ (3) มีการติดตั้งหรือใช้เครื่องเวลดิ้ง เครื่องทำความร้อน อุปกรณ์ส่องสว่าง ฯลฯ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ (4) อุปกรณ์ป้องกันต่างๆ เช่น การต่อสายดินของอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือการป้องกันไม่ให้เกิดการลัดวงจรนั้นมีคุณภาพดีหรือไม่ และมีการใช้งานเกินกำลังหรือไม่ (5) ตรวจสอบระดับการเกิดสนิมของอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า ว่ามีรอยแตกหรือไม่ สายเชื่อมต่อมีความสมบูรณ์ดีหรือไม่ จุดสัมผัสมีความหลวมหรือไม่ และค่าความต้านทานในการต่อพื้นดินนั้นเกินมาตรฐานหรือไม่ (6) ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการเชื่อมต่อด้านไฟฟ้าสถิตของอุปกรณ์นั้นสมบูรณ์และน่าเชื่อถือ และค่าความต้านทานของการเชื่อมต่อกับพื้นดินไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้. 5. การตรวจสอบการจัดการก๊าซมีเนื้อหาหลักดังนี้: (1) มีการขโมยก๊าซหรือทำลายอุปกรณ์ก๊าซหรือไม่ (2) ใช้ท่อส่งก๊าซเป็นโครงรองรับน้ำหนัก หรือเป็นสายดินหรือไม่ (3) มีการดำเนินกิจกรรมตกแต่งหรือปรับปรุงใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัยของระบบก๊าซภายในอาคารหรือไม่ (4) มีการติดตั้งหรือใช้อุปกรณ์ก๊าซที่ถูกสั่งให้เลิกใช้หรือไม่ (5) มีการใช้ถังเหล็กที่หมดอายุการใช้งาน ไม่ได้รับการตรวจสอบ หรือผ่านการตรวจสอบไม่ผ่านหรือไม่ (6) การถอด ติดตั้ง หรือดัดแปลงอุปกรณ์วัดปริมาณก๊าซและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับก๊าซโดยไม่ได้รับอนุญาต (7) การให้ความร้อน การทุบ หรือการกระแทกถังแก๊ส หรือการวางถังแก๊สในท่านอนขณะใช้งาน (8) ปรากฏการณ์การทิ้งของเหลือจากถังก๊าซ (9) การเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายการตรวจสอบและสีของถังก๊าซโดยไม่ได้รับอนุญาต (10) การใช้ก๊าซถังในสถานที่ที่ไม่มีเงื่อนไขความปลอดภัยในการใช้งาน 6. สำหรับปัญหาหรือความเสี่ยงที่พบในระหว่างการตรวจสอบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการแก้ไขตามข้อกำหนดใน “ระบบการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงด้านอัคคีภัย” 7. ทุกหกเดือน หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญควรตรวจสอบและทดสอบระบบป้องกันฟ้าผ่าและป้องกันไฟฟ้าสถิตของอาคารและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างน้อยหนึ่งครั้ง พร้อมทั้งจัดทำบันทึกการตรวจสอบและออกรายงานผลการทดสอบด้วย 8. หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ที่ต้องการขยายขอบเขตการใช้ก๊าซ หรือเปลี่ยนวัตถุประสงค์ในการใช้ก๊าซ หรือต้องการติดตั้ง ปรับปรุง หรือถอดถอนอุปกรณ์ก๊าซหรือเครื่องมือที่ใช้ก๊าซ จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ 9. สำหรับบุคคลที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดของระบบนี้ จะดำเนินการตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ใน “ระบบการประเมินผลและการให้รางวัล/ลงโทษด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย” มาตรา 27 ระบบการประเมินผลและการให้รางวัล/ลงโทษด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย 1. เพื่อรักษาความปลอดภัยของชีวิตพนักงานและทรัพย์สินขององค์กร ตลอดจนเพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบและความตระหนักรู้ของเจ้าหน้าที่และพนักงานในด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย จึงได้กำหนดระบบนี้ขึ้นมา 2. การประเมินผลด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยนั้น จะดำเนินการโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ส่วนการให้รางวัลหรือการลงโทษนั้น จะดำเนินการโดยแผนกต่างๆ เช่น แผนกการวางแผน ตามผลการประเมินดังกล่าว 3. การประเมินผลจะดำเนินการโดยผสมผสานระหว่างการประเมินผลเป็นระยะกับการตรวจสอบแบบสุ่ม ควรมีการประเมินผลงานด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยเป็นรายเดือน โดยอิงจากสถานการณ์จริง หรืออาจมีการสุ่มตรวจประเมินได้เช่นกัน 4. การประเมินควรครอบคลุมเนื้อหาดังต่อไปนี้ (1) สถานการณ์การปฏิบัติตามกฎระเบียบและขั้นตอนการทำงานของพนักงานในหน่วยงาน/แผนกต่างๆ (2) สถานการณ์ในการดำเนินการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย (3) สถานะการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานในแต่ละหน่วย/แผนก 5. หลังจากการประเมินผลแต่ละครั้ง เจ้าหน้าที่ด้านการดับเพลิงจะต้องส่งผลการประเมินไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการประเมินของบริษัท 6. วิธีการให้รางวัลและการลงโทษ: (1) ผู้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ จะได้รับรางวัลทั้งในรูปแบบของเงินรางวัลและของขวัญมูลค่า 50–500 หยวน ตามสถานการณ์ ได้แก่ ① ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามระบบการจัดการด้านความปลอดภัยอย่างเต็มที่ และมีข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์เกี่ยวกับการป้องกันอัคคีภัย ซึ่งได้รับการนำไปใช้ และมีผลงานโดดเด่น ②ค้นหาและขจัดปัญหาที่อาจก่อให้เกิดอัคคีภัยร้ายแรงได้อย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น ③หากพบเหตุไฟไหม้ในระยะเริ่มต้น ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่และดับไฟทันที เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายอันรุนแรง ④มีความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องระหว่างการดับเพลิง มีความกล้าหาญและมุ่งมั่น สามารถจัดการสถานการณ์ได้อย่างเด็ดขาด และมีผลงานที่โดดเด่น ⑤เข้าร่วมกิจกรรมการฝึกอบรมด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัยอย่าง aktif และสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันทักษะด้านการป้องกันอัคคีภัย ⑥ผู้ที่มีผลงานโดดเด่นในการปฏิบัติหน้าที่ดับเพลิง จะได้รับรางวัลอันสมควร เมื่อได้รับความเห็นชอบจากผู้บริหาร (2) ในกรณีที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ จะมีการลงโทษเป็นเงินจำนวน 50–500 บาท ตามความร้ายแรงของสถานการณ์: ① ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ไม่ปฏิบัติตามระบบการจัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย จนส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ②การสูบบุหรี่หรือทิ้งก้นบุหรี่ไว้ในพื้นที่ผลิต ③การนำอุปกรณ์ดับเพลิง อุปกรณ์ช่วยเหลือ และป้ายบ่งชี้ต่างๆ ไปใช้หรือปิดบังโดยไม่ได้รับอนุญาต ④การอุดตันหรือใช้เส้นทางอพยพเพื่อความปลอดภัยจากอัคคีภัยไปเป็นของตนเอง รวมถึงการวางสิ่งของไว้ในเส้นทางดังกล่าวด้วย ⑤ไม่สามารถใช้อุปกรณ์ดับเพลิงดับไฟได้ และไม่รู้วิธีแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ⑥ไม่เข้ารับการฝึกอบรมด้านการป้องกันอัคคีภัยโดยไม่มีเหตุผล. (3) ในกรณีที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ จะมีการลงโทษเพิ่มเติมในอัตรา 100–1,000 บาท ตามความรุนแรงของสถานการณ์: ① การก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต จนก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ ②การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างผิดกฎหมาย และการต่อสายไฟอย่างไม่เป็นระเบียบ ③การใช้เครื่องมือวาดไฟฟ้าหรือการจุดไฟทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ④การเก็บรักษาหรือใช้สารอันตรายที่ลุกไหม้หรือระเบิดได้โดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ⑤การทำลายอุปกรณ์ดับเพลิง อุปกรณ์ช่วยดับไฟ ป้ายบอกทางอพยพในกรณีเกิดเพลิงไหม้ และอุปกรณ์ส่องสว่างฉุกเฉิน (ไม่รวมค่าชดเชย) ⑥การใช้วัสดุที่ติดไฟง่ายในการตกแต่ง และไม่มีการป้องกันไม่ให้เกิดการลุกไหม้ตามข้อกำหนด ⑦การติดตั้งหรือใช้ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าที่ไม่มีคุณภาพตามมาตรฐาน ⑧การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย จนทำให้เกิดเพลิงไหม้ หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ และไม่ดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว (ไม่รวมถึงค่าชดเชยความเสียหายจากเพลิงไหม้) ⑨การกระทำอื่นใดที่ฝ่าฝืนกฎหมายและข้อบังคับด้านการป้องกันอัคคีภัย (4) ผู้ที่มีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ จะถูกลงโทษโดยการหักเงินรางวัลของหน่วยงาน แผนก หรือกลุ่มงานนั้นไป 1%–10% ดังนี้: ① เกิดเหตุไฟไหม้หรืออุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับไฟ ②ไม่มีการดำเนินการตามหน้าที่ด้านการป้องกันอัคคีภัย จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดเพลิงไหม้ และยังมีการละเลยหรือปฏิเสธที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ③อุปกรณ์ดับเพลิงและเครื่องมือต่างๆ สูญหาย ได้รับความเสียหาย หรือถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เนื่องจากการบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสม หรือมีการระบายแก๊สในถังดับเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์เหล่านี้ที่ล่าช้า ④การสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามเผา การจุดไฟโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการฝ่าฝืนกฎระเบียบด้านการป้องกันอัคคีภัยอื่นๆ ⑤ในการจัดการด้านการป้องกันอัคคีภัย หากเกิดปัญหาอื่นๆ ที่ควรได้รับการลงโทษก็ต้องมีการลงโทษด้วย ; ⑥ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย หรือไม่ปรับปรุงแก้ไขตามที่กำหนด จนก่อให้เกิดผลกระท (5) หากมีการฝ่าฝืนกฎหมายและข้อบังคับด้านการป้องกันอัคคีภัยในระดับรุนแรง จนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จะต้องส่งตัวผู้กระทำผิดไปให้หน่วยงานตำรวจและหน่วยงานยุติธรรมดำเนินการต่อไป. บทที่ 5 ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการกับปัญหาความเสี่ยงด้านอัคคีภัยที่ร้ายแรงที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที ความเสี่ยงด้านอัคคีภัยที่ร้ายแรง หมายถึง ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับด้านการป้องกันอัคคีภัย ซึ่งอาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้หรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเพลิงไหม้ และอาจนำไปสู่ผลกระทบจากอุบัติเหตุเพลิงไหม้ รวมถึงผลกระทบทางสังคมที่ร้ายแรงได้ มาตรา 28 การแก้ไขปัญหาเรื่องอันตรายจากเพลิงไหม้ที่ร้ายแรงนั้น เป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ในแต่ละหน่วยงานและแต่ละแผนก โดยมีผู้จัดการด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ หรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการจัดการเรื่องความปลอดภัยจากเพลิงไหม้จะทำหน้าที่กำกับดูแลและประเมินผลการดำเนินการดังกล่าว มาตรา 29 ปัญหาที่หน่วยงานหรือแผนกต่างๆ ค้นพบจากการตรวจสอบด้วยตนเอง รวมถึงปัญหาที่หน่วยงานด้านการป้องกันอัคคีภัยส่งมาในรูปแบบของ “หนังสือแจ้งให้แก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด” ถือเป็นความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดเพลิงไหม้ได้ ดังนั้น หน่วยงานหรือแผนกเหล่านั้นจึงควรรีบดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว มาตรา 30 สำหรับปัญหาด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในทันที หน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือผู้จัดการด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ หรือเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ที่ทำหน้าที่เต็มเวลา/นอกเวลา ควรรายงานปัญหาดังกล่าวให้ผู้จัดการด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ของบริษัท หรือผู้ที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ทราบโดยเร็ว พร้อมทั้งเสนอแผนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย ผู้จัดการด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย หรือผู้ที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ควรกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหา ระยะเวลาที่กำหนดไว้ และบุคคลที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหานั้น และต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จด้วย มาตรา 31 เกี่ยวกับการซ่อมแซมอุปกรณ์ดับเพลิงที่เสียหายนั้น หน่วยงานหรือแผนกต่างๆ จะต้องยื่น “แบบขอจัดซื้อวัสดุฉุกเฉิน” ภายในวันเดียวกัน เพื่อให้ผู้บริหารของบริษัทพิจารณาอนุมัติ จากนั้นแผนกจัดซื้อจะดำเนินการจัดซื้อวัสดุภายใน 3–5 วันทำการ หน่วยงานหรือแผนกต่างๆ ก็จะได้รับวัสดุมาเพื่อนำไปเปลี่ยนหรือซ่อมแซมอุปกรณ์ดับเพลิงโดยเร็วที่สุด ; ให้ยึดตามวันที่ยื่นคำขอ และวันที่นำเข้าเป็นเกณฑ์ มาตรา 32 ก่อนที่ปัญหาด้านความเสี่ยงจากเพลิงไหม้จะได้รับการแก้ไข หน่วยงาน แผนก และตำแหน่งงานต่างๆ จะต้องดำเนินมาตรการป้องกัน เพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยด้านอัคคีภัย หากไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยด้านอัคคีภัยได้ และมีโอกาสเกิดเพลิงไหม้ได้ตลอดเวลา หรือหากเกิดเพลิงไหม้ขึ้นจริงก็อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ ก็ควรหยุดการดำเนินงานในบริเวณที่มีความเสี่ยงนั้นชั่วคราว เพื่อดำเนินการแก้ไข มาตรา 33 เมื่อการแก้ไขปัญหาด้านความเสี่ยงจากเพลิงไหม้เสร็จสิ้นแล้ว หน่วยงานหรือแผนกที่รับผิดชอบในการแก้ไขดังกล่าวจะต้องบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหานั้นไว้อย่างละเอียด จากนั้นนำไปให้ผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้หรือผู้จัดการด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ลงนามยืนยัน ก่อนนำส่งให้หน่วยงานด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน มาตรา 34 สำหรับปัญหาด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ที่หน่วยงานดับเพลิงขอให้ดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด จะต้องดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาดังกล่าว และต้องจัดทำรายงานผลการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อส่งให้หน่วยงานดับเพลิงอีกครั้ง บทที่ 6 ข้อกำหนดเกี่ยวกับการลงโทษ มาตรา 35 หากหน่วยงานหรือแผนกใดปฏิเสธที่จะแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยที่สามารถแก้ไขได้ทันที ก็จะถูกลงโทษด้วยการเรียกเก็บค่าปรับในอัตรา 50–500 บาท ส่วนผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่ดูแลด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัย ก็จะถูกลงโทษในอัตรา 50–100 บาทเช่นกัน โดยจะหักเงินรางวัลของพวกเขาไปด้วย มาตรา 36 เมื่อหน่วยงานหรือแผนกต่างๆ ได้รับ “หนังสือแจ้งให้ดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด” ให้รีบยื่น “แผนการดำเนินการอย่างเร่งด่วน” หากไม่ยื่นแผนดังกล่าวตามเวลาที่กำหนด จะถูกลงโทษเป็นเงิน 100–1,000 บาท หากถูกหน่วยงานด้านป้องกันอัคคีภัยระดับสูงตรวจพบและมีการเรียกเก็บค่าปรับ หน่วยงานหรือแผนกที่เป็นผู้กระทำผิดจะต้องรับผิดชอบ 20% ส่วนผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่ด้านป้องกันอัคคีภัยจะต้องรับผิดชอบคนละ 10% โดยจะหักจากเงินโบนัสของแต่ละคน มาตรา 37 เมื่อผู้บริหารอนุมัติแล้ว หากการจัดซื้อวัสดุไม่ทันเวลา จนก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ทันที ให้ลงโทษแผนกจัดซื้อวัสดุด้วยการเรียกเก็บค่าปรับตั้งแต่ 100 ถึง 1,000 บาท หากถูกหน่วยงานด้านความปลอดภัยจากไฟไหม้ตรวจพบและเรียกเก็บค่าปรับ ให้แผนกจัดหาวัสดุรับผิดชอบ 20% ส่วนหัวหน้าแผนกวัสดุและเจ้าหน้าที่จัดซื้อแต่ละคนรับผิดชอบ 10% โดยจะหักจากเงินโบนัสของพวกเขา มาตรา 38 หน่วยงานที่มีห้องควบคุมระบบดับเพลิง ระบบแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้โดยอัตโนมัติ ห้องปั๊มน้ำดับเพลิง ห้องปั๊มสารฟอง และห้องปั๊มน้ำสำหรับระบบสปริงเกอร์ จะต้องดูแลให้อุปกรณ์ดับเพลิงต่างๆ สามารถทำงานได้อย่างปกติ ; หากมีความขัดข้องกับระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติและอุปกรณ์ดับเพลิงต่างๆ จนจำเป็นต้องหยุดใช้งานเพื่อซ่อมแซม จะต้องยื่น “แบบฟอร์มขอหยุดใช้อุปกรณ์ดับเพลิง” โดยเร็ว และต้องรอการอนุมัติก่อนจึงจะสามารถหยุดใช้อุปกรณ์เหล่านั้นได้ หากมีการหยุดใช้ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติและอุปกรณ์ดับเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีการปรับเงิน 50–500 บาทต่อครั้งที่พบ หากถูกหน่วยงานดับเพลิงระดับสูงตรวจพบและมีการเรียกเก็บค่าปรับ หน่วยงานหรือแผนกที่รับผิดชอบจะต้องรับผิดชอบ 20% ส่วนผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลจะต้องรับผิดชอบคนละ 10% โดยจะหักจากเงินโบนัสของพวกเขา มาตรา 39 หน่วยงานหรือแผนกที่จดทะเบียน/รับจ้างโดยแยกต่างหาก ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้ หากมีการเรียกเก็บค่าปรับ หน่วยงานหรือแผนกนั้นจะเป็นผู้รับผิดชอบในการชำระค่าปรับดังกล่าว มาตรา 40 หากไม่ดำเนินการขจัดอันตรายจากไฟป่าให้หมดไปโดยทันท่วงที และเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ขึ้นในช่วงที่ยังมีอันตรายจากไฟป่าอยู่ จะถูกหักเงินรางวัลของหน่วยงานหรือแผนกนั้นไป 50% หากเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน จะถูกหักเงินรางวัลทั้งหมด และจะถูกส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อไป มาตรา 41 สำหรับปัญหาด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ที่มีความรุนแรง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวางผังพื้นที่ และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเอง หรือปัญหาด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ที่มีความรุนแรงจนไม่มีทางแก้ไขได้เลย หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ควรเสนอแนวทางแก้ไขมาให้ผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยของบริษัทพิจารณาอนุมัติ เพื่อดำเนินการแก้ไขต่อไป บทที่ 7 การดับเพลิงและการสอบสวนจัดการ มาตรา 42 เมื่อหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดพบเห็นเหตุเพลิงไหม้ จะต้องรีบแจ้งเหตุอย่างรวดเร็วและถูกต้อง (หมายเลขโทรศัพท์แจ้งเหตุเพลิงไหม้คือ 119 ส่วนหมายเลขโทรศัพท์ภายในองค์กรคือ 4460119) และต้องช่วยกันดับเพลิงอย่างเต็มที่ด้วย มาตรา 43 หากพบว่ามีผู้คนในสถานที่เกิดเหตุไฟไหม้ที่ตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง ก็ควรจัดสรรกำลังเพื่อช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นก่อนเป็นอันดับแรก มาตรา 44 หากไฟที่ลุกไหม้อยู่กำลังลุกลามไปยังบริเวณสำคัญ ก็จำเป็นต้องใช้กำลังหลักในการปกป้องบริเวณสำคัญเหล่านั้น และควบคุมไฟไม่ให้ลุกลามต่อไป มาตรา 45 หากบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่เกิดเพลิงไหม้มีสิ่งของที่ติดไฟและระเบิดได้ง่าย ก็ควรจัดกำลังเพื่อดับเพลิงไปพร้อมกับจัดให้มีผู้คนช่วยขนย้ายสิ่งของเหล่านั้นออกไปด้วย มาตรา 46 ในระหว่างการดับเพลิง ผู้บัญชาการกองกำลังดับเพลิงจะต้องมีความสงบและมีความเด็ดขาด พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เต็มที่ นอกจากนี้ ผู้บัญชาการยังมีอำนาจในการเรียกใช้กำลังคน พลังงานไฟฟ้า ระบบการสื่อสาร ระบบการขนส่ง และบริการทางการแพทย์ เพื่อนำมาใช้ในการดับเพลิงและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเป็นระบบ มาตรา 47 เมื่อสามารถดับเพลิงได้แล้ว ผู้บริหารหน่วยงานหรือแผนกที่เกิดเหตุเพลิงไหม้จะต้องจัดให้มีผู้คอยดูแลที่เกิดเหตุ เพื่อช่วยในการสืบสวนสาเหตุของเพลิงไหม้ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้น มาตรา 48 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นตามหลัก “สี่อย่าปล่อยไว้” และต้องเสนอแนวทางในการจัดการกับอุบัติเหตุเพลิงไหม้ด้วย บทที่ 8 ข้อกำหนดเพิ่มเติม มาตรา 49 หน่วยงานและแผนกต่างๆ ควรจัดทำขั้นตอนการปฏิบัติด้านความปลอดภัยจากอัคคีภัยสำหรับแต่ละตำแหน่งงานตามข้อกำหนดนี้ และนำไปแขวนไว้ที่ผนังด้วย. มาตรา 50 ข้อกำหนดนี้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายรักษาความปลอดภัยในการอธิบาย และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศใช้เป็นต้นไป
เนื้อหาที่ซ่อนอยู่คืออะไร ลองดูสิ.....
มีเนื้อหาเยอะเลยนะ จัดรูปแบบได้ดีมาก ใช้เรียนรู้ได้เลย