Thread Content
ปฏิกิริยาการสังเคราะห์เอสเตอร์มักเกี่ยวข้องกับสาร 4 ชนิด ตัวอย่างเช่น กรดไพรีนิก (PTA) และอีทิลีนไกลคอล (EG) ซึ่งจะเกิดปฏิกิริยาการสังเคราะห์เอสเตอร์ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง ผลลัพธ์ที่ได้คือไบไพรีนิกอีทิลีนไกลคอลเอสเตอร์ (BHET) และน้ำ ความหนาแน่น (อัตราส่วนน้ำหนักต่อปริมาตร) ของสารทั้ง 4 ชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยสารตั้งต้น PTA มีความหนาแน่น 1.55 ส่วน EG มีความหนาแน่น 1.1155 สารที่เกิดขึ้นจากการทำปฏิกิริยาคือ BHET มีความหนาแน่น 1.089 ส่วนน้ำมีความหนาแน่น 1.000 เป็นที่ชัดเจนว่า เมื่ออัตราส่วนของสารที่ใช้ในการผลิตถูกกำหนดไว้อย่างแน่นอน (คือรู้ค่าอยู่แล้ว) ความหนาแน่นของสารตั้งต้นทั้งหมด (ซึ่งรวมถึงสารทั้งสี่ชนิดที่กล่าวมาข้างต้นด้วย) ก็จะแตกต่างกันไปตามระดับความก้าวหน้าของปฏิกิริยา (กล่าวคืออัตราการเกิดปฏิกิริยาการเกิดเอสเตอร์) ดังนั้น โดยการวัดความหนาแน่นของสารตั้งต้นแบบเรียลไทม์ ร่วมกับอัตราส่วนของสารที่ใช้ในการผลิต ก็สามารถคำนวณหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาการเกิดเอสเตอร์ได้ เนื่องจากปฏิกิริยาการสร้างเอสเตอร์มีความซับซ้อน ดังนั้นจึงมีการใช้วิธีการวัดความหนาแน่นที่กล่าวมาข้างต้น ร่วมกับการพิจารณาลักษณะอื่นๆ ของกระบวนการสร้างเอสเตอร์ โดยใช้วิธีการหลายวิธีร่วมกันเพื่อประมาณค่าอัตราการสร้างเอสเตอร์ ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่า “การรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์หลายตัว” เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความน่าเชื่อถือในการวัดอัตราการสร้างเอสเตอร์นั่นเอง เช่น วิธีการคำนวณจากค่าพลังงานความร้อน วิธีการวัดค่าจุดเดือดที่สูงขึ้น เป็นต้น ด้วยวิธีดังกล่าว จะสามารถคำนวณหาค่าต่างๆ เช่น อัตราการเกิดปฏิกิริยาเอสเตอริฟิเคชันได้ และค่าเหล่านี้จะถูกแสดงผลแบบเรียลไทม์บน DCS เพื่อใช้เป็นแนวทางในการผลิต