Thread Content
10 อาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายในฤดูหนาว และช่วยเสริมสร้างไตด้วย อาหารที่ช่วยปกป้องปอด: มะเขือเทศ ผลการวิจัยล่าสุดในอังกฤษพบว่า การรับประทานมะเขือเทศวันละ 3 ครั้งขึ้นไป จะช่วยป้องกันโรคทางระบบทางเดินหายใจ และช่วยปกป้องปอดไม่ให้ถูกเชื้อแบคทีเรียรุกรานได้ แต่ปริมาณลูทีนในมะเขือเทศนั้นมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับปริมาณน้ำตาลที่ละลายได้ในมะเขือเทศ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ยิ่งมะเขือเทศมีรสไม่หวานเท่าไร ปริมาณลูทีนในมะเขือเทศก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ปกป้องสมอง: ผักโขม เนื่องจากผักโขมมีสารแคโรทีนและสารซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส ซึ่งถือเป็น “อาหารที่ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ” จึงสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับหลอดเลือดในสมอง และช่วยปกป้องสมองได้ อาหารประเภทใดบ้างที่ถือว่าเป็น “อาหารแบบย่อยง่าย”? ผู้เชี่ยวชาญศึกษาแล้วพบว่า ผักโขมเป็นอันดับแรกที่ได้รับผลกระทบ รองลงมาคือผักต่างๆ เช่น ต้นหอม ขึ้นฉ่าย ถั่วลันเตา มะเขือเทศ แครอท ผักใบเขียว ถั่วเหลือง ใบกระเทียม รวมถึงอาหารประเภทเมล็ดต่างๆ เช่น วอลนัท ถั่วลิสง พีแคน ถั่วชิกพี ถั่วสน อัลมอนด์ นอกจากนี้ ข้าวกล้อง และซุปตับหมูก็เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับการบำรุงสมองเช่นกัน บำรุงดวงตา: มันเทศ วิตามินเอมีชื่อเรียกว่า “ผู้พิทักษ์ดวงตา” เพราะหากร่างกายขาดวิตามินเอ ความสามารถในการมองเห็นในสภาพแสงน้อยก็จะลดลง และความสามารถในการปรับตัวในสภาพแวดล้อมที่มืดก็จะลดลงด้วย ในกรณีรุนแรงอาจเกิดโรคตาบอดในเวลากลางคืนได้ วิตามินเอเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของคาร์โรทีน นอกจากแครอทแล้ว มันเทศก็อุดมไปด้วยแคโรทีนเช่นกัน ซึ่งช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินเอในปริมาณมาก ส่งผลดีต่อสายตา นอกจากนี้ การรับประทานมันเทศเป็นประจำยังมีประโยชน์ต่อผิวพรรณอีกด้วย การดูแลเส้นผม: สาหร่ายทะเล เมื่อพูดถึงอาหารที่ช่วยดูแลเส้นผม คุณอาจรู้จักกันดีอยู่แล้ว เช่น งาดำที่ช่วยให้เส้นผมมีสีดำสนิท ขิงที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม หรือวอลนัทที่ช่วยให้เส้นผมมีความเงางาม แต่คุณรู้ไหมว่า ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับบำรุงเส้นผมที่ดีที่สุดคืออะไร? มันก็คือสาหร่ายนั่นเอง ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเชื่อว่า การรับประทานสาหร่ายเป็นประจำไม่เพียงแต่จะช่วยเติมสารไอโอดีนให้กับร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์อย่างมากต่อการเจริญเติบโตของเส้นผม รวมถึงช่วยให้เส้นผมมีความชุ่มชื้นและมีความเงางามอีกด้วย ถุงเท้าป้องกันขา: กล้วย กล้วยซึ่งอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ถือเป็นอาหารชนิดแรกๆ ที่ช่วยให้ขาสวยงาม โพแทสเซียมในกล้วยจะช่วยให้กล้ามเนื้อขาคลายตัว และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการกล้ามเนื้อขากระตุกได้ อันดับสองคือ “ผักที่ช่วยให้ขาสวย” นั่นก็คือขึ้นฉ่าย โดยขึ้นฉ่ายมีแคลเซียมคาร์บอเนตในปริมาณมาก ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย ช่วยเติมแคลเซียมให้กับขา และยังช่วยป้องกันไม่ให้ส่วนล่างของร่างกายบวมอีกด้วย ปกป้องหัวใจ: ปลาทะเลลึก ผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมนีเคยทำการทดลองและพบว่า การรับประทานปลาวันละ 50 กรัม สามารถช่วยลดโอกาสเกิดโรคหัวใจได้ถึง 40% โดยเฉพาะการรับประทานปลาทะเลลึกจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่พบในปลา ถูกเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ไขมันดี” ไขมันเหล่านี้มีหน้าที่ช่วยเป็นสารต้านการแข็งตัวของเลือดตามธรรมชาติ ช่วยลดความดันโลหิต ลดความตื่นตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ และช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งจะช่วยปกป้องหัวใจได้ บำรุงไต: ถั่วดำ ตั้งแต่โบราณมา ถั่วดำก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ธัญพืชแห่งไต” และหากมองจากลักษณะภายนอก จะเห็นได้ว่ารูปร่างของถั่วดำนั้นคล้ายกับไตของมนุษย์เลยทีเดียว นอกจากจะมีรสหวานและฤทธิ์สมดุลแล้ว ในแพทย์แผนจีนยังเชื่อกันว่ามีคุณสมบัติช่วยบำรุงไต ทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและขับน้ำออกจากร่างกาย ช่วยขจัดสารพิษ และบำรุงผิวพรรณ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับ บำรุงกระเพาะอาหาร: กะหล่ำปลี กะหล่ำปลีถือเป็นหนึ่งในผักที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้รับประทาน และได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผักสำหรับกระเพาะอาหาร” ตามธรรมชาติ สำหรับผู้ที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารและแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น แพทย์มักจะแนะนำให้รับประทานผักกาดขาวให้มากขึ้น คุณยังสามารถรับประทานผักกาดหอมผสมกับน้ำผึ้งทุกวันได้อีกด้วย วิธีนี้จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น เกราะป้องกัน: ไข่ไก่ เล็บที่แข็งแรงจะมีสีชมพู เนื่องจากมีการไหลเวียนของเลือดที่เพียงพอ หากเล็บมีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ มักเกิดจากการขาดสารอาหารหรืออาการอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ และการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาสุขภาพของเล็บให้ดี ส่วนไข่ก็เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีอีกแหล่งหนึ่ง การดูแลผิวพรรณ: บรอกโคลี มีรสชาติอร่อยมาก แถมยังเป็นสารที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับโรคมะเร็งอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการป้องกันโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งเต้านม และมะเร็งผิวหนัง มันอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี และแคโรทีน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสามารถของผิวในการต้านทานความเสียหาย และช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผิวไว้ได้